เกริ่นนำ
การก่อสร้างเป็นขบวนการทำงานที่มีความสลับซับซ้อน ใช้เวลานาน แรงงานมาก และเงินทุนจำนวน มาก ตลอดจนต้องใช้บุคลากรหลากหลายวิชาชีพเพื่อทำงานในโครงการหนึ่งๆ เช่น สถาปนิก มัณฑนากร วิศวกร ช่างเทคนิค บัญชี เศรษฐศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งธุรกิจก่อสร้างเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (อสังหาริมทรัพย์=ที่ดิน+ก่อสร้าง)

กราฟแสดงผลผลิตของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ตกต่ำมากขึ้นทุกตลอดเวลา 40 กว่าปี
เมื่อเปรียบเทียบกับ ธุรกิจอื่นกลับมีผลผลิตเพิ่มขึ้นตลอดเวลา
การก่อสร้างเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากเป็นวัตถุดิบในการทำงาน และเป็นธุรกิจ ที่ส่งผลให้เกิดสภาวะโลกร้อน (Global Warming) โดยตรง การก่อสร้างมีแนวโน้มในการเจริญเติบโตอย่าง ต่อเนื่องทุกปี เพราะอาคารที่พักอาศัยนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต
การทำงานก่อสร้างให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าที่สุด จึง เป็นขบวนการทำงานที่ต้องใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเหลือ เพราะการใช้เครื่องมือหรือคอมพิวเตอร์เข้า มาช่วยทำงานจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายต่ำลง แต่ในขณะเดียวกันการทำงานด้วยมือจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตลอดเวลาทุก ปีที่ผ่านไป โดยปัจจุบันเวลานี้เลยจุดคุ้มทุน (Break Even Point) มาแล้ว จากกราฟด้านนี้จะทำให้เราเข้าใจได้ ว่า หากเรายังไม่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยทำงานจะมีพื้นที่สีเหลืองเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนทำให้เราไม่สามารถแข่งขัน ได้ในธุรกิจนั้นๆ

การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำงานจึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ( Productivity ) และขีดความสามารถในการแข่งขัน ( Competitive Advantage ) ในคราวเดียวกัน หากทุกคนเข้าใจ หลักการนี้แล้วจะทำให้ตระหนักว่า การใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยทำงานในธุรกิจก่อสร้างนั้นมีความจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีปริมาณเม็ดเงินจำนวนมาก ทำให้สามารถประหยัดเงินได้ทันที

ซึ่งจากการสำรวจของ Garner พบว่า ระดับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ทั่วโลกนั้น จัดอยู่ในระดับต่ำใกล้กับเกษตรกรรม อันอาจเกิดขึ้นเนื่องมาจากความรู้ด้านการก่อสร้างนั้นมีความ สลับซับซ้อน เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ และมีลักษณะการทำงานที่ผันแปรไปตามปัจจัยต่างๆของโครงการ อันเนื่องมาจาก สภาพภูมิประเทศ สถาปัตยกรรมท้องถิ่น รสนิยมของผู้อยู่อาศัย วัสดุ วิชาชีพหลายมิติ เช่น สถาปนิก วิศวกร บัญชี เป็นต้น กฎหมาย มาตรฐานการออกแบบ ( Design Code ) มาตรฐานการก่อสร้าง ความชำนาญของช่างและผู้ออกแบบ ซึ่งทำให้การก่อสร้างนั้นเป็นงานเฉพาะตัว (Custom Made) ในแต่ละ โครงการ

ภาพขบวนการทำงานก่อสร้างครบวงจร ตั้งแต่ เริ่มออกแบบ จนถึงการใช้อาคาร ( Building Life Cycle )
หากเริ่มพูดถึงคอมพิวเตอร์ด้านก่อสร้างแล้ว ผมเองก็เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงจะรู้จักโปรแกรมประเภท CAD (Computer Aided Design) ที่เอาไว้ช่วยสำหรับการเขียนแบบ ซึ่งระบบ CAD ก็มีการวิวัฒนาการ พอแยกได้เป็น 3 ยุค ดังนี้

รูปภาพแสดงถึงยุคสมัยของ CAD

รูปแสดงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโปรแกรมแบบเก่า

รูปแสดงการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านมาตรฐานกลาง IFC
ซึ่งยุคที่สามของ CAD นี้ ได้มีการกำหนดมาตรฐานการทำงานบนระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถ เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโปรแกรมต่างๆ เรียกว่าไฟล์นามสกุล IFC ( Industrial Foundation Cl * ) โดยสมาคม IAI โดยเป็นแก้ไขแบบอาคาร หากมีการแก้ไขขยายขนาดห้องจาก 4.00 ม. เป็น 4.50 ม. ที่รูปใดรูปหนึ่ง จะทำให้รูปทั้งหมด ทั้งรูปแปลน รูปด้าน รูปตัด รูปขยาย จะปรับปรุงแบบให้ ใหม่ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในการแก้ไขแบบใหม่เป็นแรมเดือนอีกต่อไป การนำเอาเทคโนโลยี XML มาใช้เป็น พื้นฐานในการแลกเปลี่ยนไฟล์ต่างตระกูลกัน

โปรแกรม Revit Architecture 2009 ที่รองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ BIM
โดยการเชื่อมโยงรูปแบบ IFC นี้จะเป็นการเชื่อมโยงได้ทั้งแบบ ( Drawing ) และข้อมูลประกอบ ( Attribute) จา * ปแบบเดิมที่สามารถแลกเปลี่ยนได้แค่ Drawing ระหว่างโปรแกรมโดยใช้ไฟล์ DXF ( Data Exchange Format ) เป็นตัวกลาง โดยไฟล์แบบก่อสร้างรุ่นใหม่สามารถเก็บรูปแบบแปลนทุก ขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบเบื้องต้นจนถึงแบบก่อสร้างจริง ( As- Build Drawing ) ได้ในไฟล์เดียว โดย สามารถแยกแบบได้เป็นชุดๆ ซึ่งจากเดิมจะต้องเก็บไฟล์หลายสิบหลายร้อยไฟล์ ทำให้ยากในการค้นหา และ เรียกใช้งานภายหลัง

รูปแสดงแบบห้องพัก ตั้งแต่ ระดับความต้องการ จนถึง ระดับบำรุงรักษา ที่สามารถเก็บรายละเอียดในไฟล์เดียว 
รูปแสดง BIM สามารถเชื่อมโยงข้อมูลการก่อสร้างได้ครบขบวนการทำงานก่อสร้าง
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ BIM ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาคารตั้งแต่ สถาปนิก วิศวกร เจ้าของโครงการ ที่ ปรึกษาโครงการ จนถึงผู้จัดการอาคาร สามารถนำข้อมูล BIM ที่สร้างไว้เพียงครั้งเดียว มาทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การออกแบบ ประมาณราคา การก่อสร้าง การติดตั้ง การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การบริหารอาคาร(Facilities Management) การบริหารความปลอดภัยอาคาร (Safety) ทำให้เราไม่จำเป็นต้องทำงาน ซ้ำซ้อนและซ้ำๆกันอีกต่อไป ซึ่งเป็นการลดการทำงานผิดพลาดลงได้เป็นอย่างมาก สามารถนำข้อมูลไปใช้งานได้ ทั้งระบบ
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สมัยใหม่เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้การก่อสร้าง สามารถทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ลดการทำงานผิดพลาด ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าที่เกิด เพื่อให้เกิดการดำเนินธุรกิจได้อย่าง ยั่งยืน